

ซัง’อกาตา โบโลนเญส 9 พฤษภาคม 2569 – ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ภูมิใจนำเสนอ “Fenomeno Roadster” รถยนต์รุ่นพิเศษใหม่ล่าสุด จำกัดจำนวนการผลิตเพียง 15 คันเท่านั้น ทุกคันมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ไฮบริด V12 ที่ให้กำลังระบบรวมสูงสุดถึง 1,080 แรงม้า ตอกย้ำความเป็นรถยนต์รุ่นเปิดประทุนที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ลัมโบร์กินีเคยผลิตมา
Fenomeno Roadster เผยโฉมต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในงาน Lamborghini Arena ครั้งที่ 2 นับเป็นรุ่นล่าสุดในตระกูลรถยนต์เปิดประทุน Few-Off (ผลิตจำนวนจำกัดมาก) ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่รุ่น Reventón Roadster เมื่อปี ค.ศ. 2009 โดย Fenomeno Roadster พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น Fenomeno Coupé ที่เปิดตัวไปเมื่อปี ค.ศ. 2025 รถสปอร์ตสองที่นั่งรุ่นใหม่นี้ผสานมาตรฐานใหม่แห่งสมรรถนะเข้ากับเทคโนโลยีด้านเทคนิคที่ได้แรงบันดาลใจจากกีฬามอเตอร์สปอร์ต พร้อมด้วยนวัตกรรมดีไซน์ใหม่จากศูนย์การออกแบบลัมโบร์กินี เซนโทร สไตล์ (Lamborghini Centro Stile) ที่ร่วมสร้างสรรค์เอกลักษณ์ของแบรนด์มานานกว่า 20 ปี
ตลอดระยะเวลา 63 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ลัมโบร์กินีคือนิยามแห่งการหลอมรวมดีไซน์ที่ล้ำสมัย สมรรถนะที่ทลายทุกข้อจำกัด นวัตกรรมเชิงเทคนิค และความพิเศษเฉพาะตัวได้อย่างมีเอกลักษณ์ สะท้อนผ่านรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่สื่อถึงปรัชญาดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของการออกแบบและความเป็นเลิศทางวิศวกรรม
มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “โรดสเตอร์รุ่นพิเศษนี้คือการแสดงถึงคุณค่าแห่งแบรนด์ของเราอย่างแท้จริงที่สุด ทั้งด้านดีไซน์ที่เปี่ยมวิสัยทัศน์ สมรรถนะที่ทลายทุกข้อจำกัด และความพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งเกิดจากการตีความอารมณ์การขับขี่อย่างมีเอกลักษณ์ และสร้างสรรค์เพื่อกลุ่มลูกค้าผู้ซึ่งกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั่วไป รถแต่ละคันถูกรังสรรค์ขึ้นในรูปแบบของผลงานชิ้นเอกสำหรับนักสะสม มอบจุดบรรจบแห่งความเป็นเลิศทางวิศวกรรมที่ผสานกับงานช่างฝีมือที่รังสรรค์เป็นพิเศษสำหรับลูกค้าเฉพาะราย”
ชื่อรุ่น Fenomeno เกิดจากธรรมเนียมของแบรนด์ลัมโบร์กินีที่นำแรงบันดาลใจจากเหล่าวัวกระทิงที่กล้าหาญในตำนาน โดยทั้งในภาษาอิตาลีและภาษาสเปน คำว่า “Fenomeno” หมายถึง “ปรากฏการณ์” ซึ่งเป็นชื่อที่สะท้อนถึงพลังและความพิเศษเฉพาะตัวของรถยนต์รุ่นนี้ได้อย่างโดดเด่น
รถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดประสิทธิภาพสูง (High Performance Electrified Vehicle – HPEV) แบบ V12 รุ่นแรกของลัมโบร์กินี มอบกำลังเครื่องทั้งระบบรวมสูงถึง 1,080 แรงม้าจากเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตรแบบลมเข้าตามธรรมชาติ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 2.4 วินาที และจาก 0-200 กม./ชม. เพียง 6.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุดมากกว่า 340 กม./ชม. ผสานสมรรถนะระดับสุดขั้วเข้ากับความสามารถของระบบไฮบริดอันล้ำสมัยไว้อย่างลงตัว
โครงสร้างแชสซีได้แรงบันดาลใจจากอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ มอบอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพสูงสุดพร้อมความแข็งแกร่งสูง Fenomeno Roadster ยังติดตั้งโช้คอัพแบบรถแข่งที่สามารถปรับระดับเองได้ เพื่อรองรับการปรับลดความสูงของตัวรถ พร้อมการตั้งค่าที่แม่นยำสำหรับการขับขี่บนท้องถนนหรือในสนามแข่ง สมรรถนะการเบรกการันตีด้วยระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกแบบ CCM-R Plus ที่พัฒนาจากเทคโนโลยีกีฬามอเตอร์สปอร์ต รับประกันการชะลอความเร็วอย่างสม่ำเสมอและเสถียรภาพสูงสุดแม้ในขณะขับขี่ความเร็วสูง
โดยบริดจสโตน (Bridgestone) พันธมิตรด้านเทคนิคของลัมโบร์กินี ได้พัฒนายางรุ่น Potenza ขึ้นโดยเฉพาะ นำเสนอทั้งล้อขนาด 21 และ 22 นิ้ว เพื่อเค้นสมรรถนะและความแม่นยำในการขับขี่ของ Fenomeno Roadster อย่างเต็มที่
ระบบอากาศพลศาสตร์และงานออกแบบ
Fenomeno Roadster มาพร้อมชุดระบบอากาศพลศาสตร์ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Coupé เพื่อมุ่งยกระดับประสิทธิภาพให้สูงสุด ผ่านการออกแบบพื้นผิวด้านบนของตัวรถใหม่ทั้งหมดและติดตั้งอุปกรณ์ทางอากาศพลศาสตร์เสริม ทำให้ Fenomeno Roadster สามารถสร้างแรงกด เสถียรภาพ และสมดุลการขับขี่ได้ใกล้เคียงกับรุ่น Fenomeno Coupé พร้อมยกระดับการระบายความร้อนให้มีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในระบบขับเคลื่อนและระบบเบรก
นอกจากนี้ ยังติดตั้งสปอยเลอร์เสริมเหนือกระจกบังลมหน้า ทำให้อากาศถูกนำผ่านห้องโดยสารลงสู่ฝาครอบเครื่องยนต์ที่ออกแบบใหม่ทั้งหมดด้านหลัง เพื่อให้เครื่องยนต์ V12 ได้รับลมระบายความร้อนในทุกสภาพการขับขี่แม้จะไม่มีช่อง S-duct เหมือนในรุ่น Fenomeno Coupé ก็ตาม ระบบนี้ยังช่วยลดกระแสลมหมุนวนและการสั่นสะเทือนที่รบกวนการขับขี่ให้เหลือน้อยที่สุด
ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคานป้องกันการพลิกคว่ำ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการปกป้องความปลอดภัยของผู้โดยสาร แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์เพื่อลดเสียงลมและแรงต้านอากาศได้แม้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุด ลัมโบร์กินีจึงวางตำแหน่งโครงคาร์บอนป้องกันการพลิกคว่ำไว้บริเวณหลังเบาะนั่งแนวสปอร์ต โดยออกแบบให้แบนเรียบและสง่างามที่สุด ผสานเป็นเนื้อเดียวกับเส้นสายแนวประติมากรรมของตัวรถ ให้ลื่นไหลเชื่อมไปสู่กระโจมหลังสไตล์ Speedster อย่างลงตัว
Fenomeno Roadster ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบซูเปอร์สปอร์ตคาร์เปิดประทุนในปัจจุบัน โดยทีมนักออกแบบได้สร้างสรรค์รถยนต์ที่สะท้อนดีเอ็นเออันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างโดดเด่นพร้อมวิสัยทัศน์แห่งอนาคต โดย มร.มิตจา บอร์เกิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “ด้วยการเปิดตัว Fenomeno Roadster ทำให้เราได้สานต่อความฝันของแฟน ๆ ลัมโบร์กินีจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของศูนย์การออกแบบเซนโทร สไตล์ ของเรา ซึ่งสรรค์สร้างผลงานออกแบบยานยนต์ลัมโบร์กินีอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี”
เมื่อเห็นครั้งแรก ส่วนหน้าของรถที่ผ่านการออกแบบแนวประติมากรรมและการปรับแต่งทางอากาศพลศาสตร์อย่างพิถีพิถัน จะสามารถดึงดูดสายตาผู้พบเห็นได้ในทันที ด้วยเส้นสายที่เฉียบคม ช่องลมเข้าขนาดใหญ่ และเอกลักษณ์ทรงหกเหลี่ยมที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ
มุมมองด้านข้างยังคงสะท้อนปรัชญาเดียวกัน ด้วยการออกแบบแก้มข้างให้มีเส้นสายที่เฉียบคม ขอบประตูที่กว้างขึ้นและช่องดักลมด้านหลัง ช่วยระบายความร้อนให้เครื่องยนต์สมรรถนะสูงได้อย่างดีเยี่ยม ผสานการทำงานกับดิฟฟิว เซอร์หลังขนาดใหญ่และปีกหลังแบบแอ็กทีฟ ที่ช่วยเพิ่มแรงกดสูงสุดในขณะใช้ความเร็ว
ความโดดเด่นที่สะกดทุกสายตาคือรูปทรงของตัวรถที่ราบต่ำและช่วยเน้นเส้นกึ่งกลางตัวรถอย่างชัดเจน พร้อมดีไซน์ห้องโดยสารอันเป็นเอกลักษณ์ด้วยกระจกข้างที่ลาดเอียง ทีมออกแบบยังได้รังสรรค์กระจกบังลมหน้าทรงแบนแนวใหม่พร้อมปีกเสริมที่ดูสง่างาม เสริมด้วยสปอยเลอร์คาร์บอนน้ำหนักเบาที่ประทับโลโก้ Fenomeno Roadster ไว้อย่างชัดเจน
รูปทรงตัวรถได้รับการขยายให้ยาวขึ้นเพื่อความสง่างาม โดยดีไซน์ส่วนท้ายได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่น Essenza SCV12 และรถแข่งต้นแบบยุค 1970 พร้อมสะท้อนความทรงพลังของ Lamborghini Manifesto ที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของ Centro Stile ส่วนท้ายของ Fenomeno Roadster ดูล้ำสมัยและเปี่ยมด้วยรายละเอียด โดดเด่นด้วยท่อไอเสียทรงหกเหลี่ยมยกสูงที่ตอกย้ำความแรงและความแม่นยำทางวิศวกรรมได้อย่างชัดเจน
“ความท้าทายสำคัญคือการสร้างคาแรกเตอร์เฉพาะตัว สำหรับ Fenomeno Roadster เราทำงานอย่างหนักทั้งในส่วนของห้องโดยสารและระบบขับเคลื่อน พร้อมนำเสนอเครื่องยนต์ V12 ที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยการเปิดเผยส่วนประกอบต่าง ๆ ให้เห็นได้อย่างชัดเจน” มร.มิตจา บอร์เกิร์ต อธิบายเสริม เครื่องยนต์ลัมโบร์กินีถือเป็นหัวใจสำคัญของดีไซน์ในรุ่น Fenomeno Roadster โดยเผยให้เห็นผ่านฝาครอบเครื่องยนต์แบบโปร่งใสดีไซน์ใหม่ โดดเด่นด้วยช่องดักลมทรงหกเหลี่ยมที่รับกับธีมรูปตัว Y อย่างลงตัว เพื่อส่งลมเย็นเข้าสู่เครื่องยนต์ นอกจากนี้ ตัวเครื่องยนต์ยังถูกล้อมกรอบด้วยดีไซน์ทรงหกเหลี่ยมที่ช่วยเสริมความงดงามได้อย่างไร้ที่ติ
เอกลักษณ์รูปทรงหกเหลี่ยมถูกออกแบบให้ปรากฏอยู่ในรายละเอียดต่าง ๆ ทั้งในขอบประตู ซุ้มล้อ ช่องลมเข้า และรูปทรงกรอบไฟ LED ซึ่งเป็นองค์ประกอบดีไซน์ ซึ่งตอกย้ำให้ Fenomeno Roadster เป็นที่จดจำในทันทีถึงเอกลักษณ์แห่งลัมโบร์กินี รูปทรงหกเหลี่ยมยังปรากฏให้เห็นถึงภายในห้องโดยสาร รวมถึงช่องแอร์และจอแสดงข้อมูลการขับขี่ด้วยเช่นกัน
ห้องโดยสารของ Fenomeno Roadster นำเสนอสุนทรียศาสตร์สุดไฮเทคและสะท้อนปรัชญา “Feel Like a Pilot” ของลัมโบร์กินี ด้วยการนำวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ Corsatex by Dinamica และวัสดุ Carbon Skin ที่จดสิทธิบัตรของบริษัทฯ มาเป็นองค์ประกอบหลักของห้องโดยสาร แผงหน้าปัด และเบาะนั่ง เบาะนั่งทรงโค้งเดินตะเข็บแดงตัดสีโดดเด่นช่วยรองรับสรีระได้อย่างดีเยี่ยมแม้ในขณะเข้าโค้งแบบฉับพลัน ในขณะที่หน้าจอดิจิทัลช่วยแสดงข้อมูลการขับขี่สำคัญได้อย่างชัดเจน แนวคิดการควบคุมแบบ “Pilot Interaction” ยังผสาน 3 หน้าจอดิจิทัลเข้สกับลายกราฟิกทรงหกเหลี่ยม ปุ่มสัมผัสแบบสั่น และสวิตช์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอุตสาหกรรมการบิน ช่วยให้ผู้ขับขี่มีสมาธิกับการเดินทางหรือสนามแข่งได้เต็มร้อยราวกับนั่งอยู่ในรถแข่งของจริง
ด้วยการใช้สี Blu Cepheus มาเป็นโทนสีหลัก ทำให้ Fenomeno Roadster เป็นรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่มีสีสันที่สุดเท่าที่ลัมโบร์กินีเคยผลิตมา โดยสีหลักจะครอบคลุมส่วนบนของตัวรถ และตัดด้วยสี Rosso Mars ในส่วนล่างซึ่งเป็นสีเสริมที่ช่วยขับเน้นพื้นที่สำคัญต่าง ๆ อย่างโดดเด่น การจับคู่สีนี้ตอกย้ำความเป็นซีรีส์รถสปอร์ตรุ่นลิมิเต็ดอย่างแท้จริง สีตัวถังให้ความรู้สึกถึงรถยนต์โรดสเตอร์รุ่นแรกของลัมโบร์กินีอย่าง Miura Roadster ปี ค.ศ. 1968 ซึ่งการจับคู่สีนี้ยังเป็นการเชิดชูสีประจำเมืองโบโลญญา ซึ่งได้แก่ สีแดงและสีน้ำเงิน อีกด้วย
โครงแชสซีคาร์บอนไฟเบอร์ที่ผสานเทคโนโลยีหลากหลาย
นอกจากระบบขับเคลื่อนและระบบอากาศพลศาสตร์ โครงแชสซียังเป็นอีกหนึ่งผลงานทางวิศวกรรมอันน่าทึ่ง โดย Fenomeno Roadster ผสานโครงแบบโมโนค็อก (Monocoque) ที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ด้วยเทคโนโลยีหลายชั้น ผสานกับโครงสร้างด้านหน้าที่ทำจาก Forged Composite® ซึ่งให้ความแข็งแกร่งเป็นเลิศพร้อมน้ำหนักที่เบาที่สุด
แชสซีรุ่นนี้เป็นโครงสร้างที่ได้แรงบันดาลใจจากอุตสาหกรรมการบินและอวกาศที่เรียกว่า Monofuselage ซึ่งใช้ในรถรุ่น Revuelto เช่นกัน โดยแทนที่จะใช้เซลล์โมโนค็อกคาร์บอนแบบเดิม ส่วนหน้าทั้งหมดของ Fenomeno Roadster ถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาพิเศษและแข็งแกร่งสูง โดยผสานรวมกับส่วนประกอบต่าง ๆ เช่น โครงสร้างป้องกันการชนด้านหน้า เฟรมหน้า กรอบกระจกบังลม ผนังกั้นด้านหลัง และขอบประตูที่ทำจาก Forged Composites® เข้าไว้ด้วยกัน
โรดสเตอร์รุ่นนี้มีระดับความแข็งตึง (Stiffness) และความแข็งเกร็ง (Rigidity) ใกล้เคียงกับรุ่น Coupé โดยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่กิโลกรัม โดยลัมโบร์กินีทำสิ่งนี้ได้ด้วยการผสมคาร์บอนเส้นยาวและคาร์บอนเส้นสั้นรูปแบบใหม่ ร่วมกับสารเหลวที่จดสิทธิบัตรไว้ ทำให้การออกแบบโครงแชสซีสามารถตอบโจทย์เป้าหมายด้านสมรรถนะที่ลัมโบร์กินีตั้งไว้ได้ ทั้งยังสามารถดูดซับพลังงานในกรณีเกิดการชนปะทะได้มากขึ้น เทคโนโลยีสิทธิบัตรใหม่นี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรถยนต์ลัมโบร์กินีระบบไฮบริดรุ่นผลิตจริงนี้
ซูเปอร์สปอร์ตคาร์โรดสเตอร์รุ่นแรกที่ใช้ระบบ V12 hybrid HPEV
Fenomeno Roadster คือรถยนต์เปิดประทุนสองที่นั่งรุ่นแรกของลัมโบร์กินีที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าไฮบริดประสิทธิภาพสูง V12 เพื่อก้าวสู่บทใหม่ในกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าของแบรนด์ โดยเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตรแบบลมเข้าตามธรรมชาติซึ่งเป็นหัวใจของระบบขับเคลื่อนนี้ยังเป็นเครื่องยนต์ V12 ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ลัมโบร์กินีเคยผลิตมา ให้กำลังเครื่องถึง 835 แรงม้าที่ 9,250 รอบต่อนาที และแรงบิด 725 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบต่อนาที ด้วยกำลังจำเพาะมากกว่า 128 แรงม้าต่อลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขประสิทธิภาพที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์
เครื่องยนต์อันทรงพลังนี้ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว โดยสองตัวอยู่ด้านหน้า อีกหนึ่งตัวติดตั้งเหนือเกียร์ดับเบิลคลัตช์ 8 สปีด ซึ่งช่วยสร้างกำลังไฟฟ้าเสริมและทำหน้าที่อื่น ๆ เช่น ระบบ Torque vectoring และระบบเบรกแบบ Regenerative ส่วนแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 7 kWh ยังสามารถเปิดใช้งานในโหมดขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้อีกด้วย
เมื่อทำงานร่วมกัน เครื่องยนต์สันดาปภายในและระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าจะให้กำลังของระบบรวม 1,080 แรงม้า (CV) หรือ 1,065 แรงม้า (HP) ส่งผลให้ Fenomeno Roadster สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.4 วินาที หรือจาก 0-200 กม./ชม. ใน 6.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดมากกว่า 340 กม./ชม.
ในส่วนของระบบเบรก ติดตั้งจานคาร์บอนเซรามิก CCM-R Plus ซึ่งผลิตจากคาร์บอนเส้นยาวแบบ 3 มิติที่ถักทออยู่ในโครงสร้างคาร์บอน พร้อมการเคลือบพิเศษที่เพิ่มความทนทานให้กับทั้งจานเบรกและผ้าเบรก เพื่อรับประกันค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่สูงและคงที่ ระบบนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับผ้าเบรกรถแข่งแบบออร์แกนิก โดยจาน CCM-R Plus ยังมาพร้อมระบบระบายอากาศที่ช่วยลดความร้อนของจานเบรกและผ้าเบรกเมื่อขับขี่แบบสุดขั้ว
เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกเร้าใจและสมบูรณ์แบบที่สุด Fenomeno Roadster จึงเลือกใช้โช้กอัปแบบรถแข่งที่ปรับระดับอัตโนมัติ เพื่อการตั้งค่าที่แม่นยำทั้งในสนามแข่งและการใช้งานทั่วไป ระบบนี้ให้แรงหน่วงที่ยอดเยี่ยม ช่วยควบคุมการทรงตัวได้อย่างมั่นใจ พร้อมเพิ่มระยะยุบตัวของช่วงล่างให้เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบกันสะเทือนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มอบการขับขี่สไตล์สปอร์ตที่เหนือระดับในทุกเส้นทาง
พลศาสตร์แห่งยานยนต์
การจัดการพลศาสตร์ของตัวรถควบคุมโดยองค์ประกอบที่ทำงานเฉพาะด้าน หัวใจของระบบควบคุมแบบบูรณาการของ Fenomeno Roadster คือเซ็นเซอร์ 6D ที่จับคู่กับระบบควบคุมแบบไดนามิกนวัตกรรมใหม่ ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในรุ่น Fenomeno Coupé โดยเซ็นเซอร์ 6D ถูกติดตั้งในตำแหน่งใกล้กับจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถอย่างเหมะสมและเชื่อมต่อโดยตรงกับชุดควบคุม IPB (Integrated Power Brake) ทำหน้าที่วัดความเร่งของเพลารถทั้งสามแกน (ด้านข้าง ตามยาว และแนวตั้ง) แบบเรียลไทม์ รวมถึงความเร็วเชิงมุมของแกนทั้งสาม (พิทช์ โรล และยอว์) ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถประเมินความเร็วของรถ มุมเบี่ยงข้าง และค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานระหว่างยางและพื้นผิวถนนได้อย่างแม่นยำ
ยาง
ในฐานะพันธมิตรด้านเทคนิคอย่างเป็นทางการและผู้จัดหายางแต่เพียงผู้เดียวสำหรับรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์ทั้งหมดของลัมโบร์กินี บริดจสโตนได้พัฒนายาง Potenza ระดับพรีเมียมขึ้นเป็นพิเศษ 2 รุ่น เพื่อปลดล็อกศักยภาพของ Fenomeno Roadster ทั้งบนท้องถนนและในสนามแข่งให้เต็มสมรรถนะ
ยาง Potenza Sport ประสิทธิภาพสูงระดับอัลตร้าที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับ Fenomeno Roadster ถูกออกแบบมาเพื่อปลดปล่อยขีดความสามารถสูงสุดของซูเปอร์คาร์รุ่นพิเศษและระบบขับเคลื่อนไฮบริด V12 นำเสนอทั้งขนาด 265/30 ZRF21 (ล้อหน้า) และ 355/25 ZRF22 (ล้อหลัง) โดยผสานสมรรถนะด้านความเร็วสูงที่โดดเด่นเข้ากับการตอบสนองและความแม่นยำในการบังคับเลี้ยวที่ยอดเยี่ยม ยางรุ่นนี้ยังมีเทคโนโลยี Run-Flat (RFT) เอกสิทธิ์ของ แบรนด์บริดจสโตน ที่ช่วยให้สามารถขับขี่ต่อไปได้อย่างปลอดภัยแม้ยางรั่ว
ชุดยาง Potenza Sport จะจับคู่กับยาง Semi-Slick รุ่นใหม่จากบริดจสโตนที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษเพื่อมอบสมรรถนะระดับสนามแข่งที่โดดเด่น โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านมอเตอร์สปอร์ตขั้นสูงของบริดจสโตน นำเสนอทั้งขนาด 20 และ 21 นิ้ว โดยยางประสิทธิภาพการยึดเกาะสูงนี้จะปลดล็อกศักยภาพสมรรถนะของ Fenomeno Roadster บนสนามแข่งได้อย่างเต็มที่ พร้อมผ่านการรับรองให้สามารถใช้งานบนถนนสาธารณะได้อย่างสมบูรณ์
ยางบริดจสโตนยังประทับเครื่องหมายของลัมโบร์กินีบนแก้มยาง เพื่อเน้นย้ำถึงการพัฒนาแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งทั้ง 2 รุ่นได้รับการพัฒนาและผลิตในประเทศอิตาลีด้วยเทคโนโลยี Virtual Tyre Development (VTD) ที่บริดจสโตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยเทคโนโลยี VTD จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของกระบวนการพัฒนายาง ผ่านการลดการใช้วัตถุดิบและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ถึง 60% ทั้งยังช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนายางให้สั้นลงด้วย
โรดสเตอร์แรงสุดขั้วด้วยสายพันธุ์อันโดดเด่น
ลัมโบร์กินีสืบทอดการนำเสนอซูเปอร์สปอร์ตคาร์แบบ Few-Off มาอย่างยาวนาน โดยตำนานเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 2007 ด้วยรุ่น Reventón ซึ่งเป็นรถ Few-Off คันแรกและพัฒนาใหม่ทั้งหมดโดยศูนย์การออกแบบลัมโบร์กินี เซนโทร สไตล์ ที่ซัง’อกาตา ซึ่งบุกเบิกแนวคิดที่สร้างสรรค์โดยบริษัท โดยรุ่น Reventón ซึ่งมาพร้อมเวอร์ชันโรดสเตอร์ซึ่งเปิดตัวในปี ค.ศ. 2009 ได้วางรากฐานให้กับกลุ่มสินค้า Few-Off เครื่อง V12 ระดับไอคอนิกนับแต่นั้นเป็นต้นมา รวมถึงรุ่น Veneno (ค.ศ. 2013), รุ่น Centenario (ค.ศ. 2016) และรุ่น Sián (ค.ศ. 2019) โดยทุกรุ่นมีการเปิดตัวเวอร์ชันโรดสเตอร์เช่นกัน ซึ่งนอกจากคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รถยนต์เหล่านี้ยังถือเป็นต้นแบบเพื่อการทดสอบโซลูชันด้านสไตล์และเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งภายหลังจะถูกนำไปใช้ในรถยนต์รุ่นผลิตจริง










